วิธีการบวชเนกขัมมะในปัจจุบัน

เมื่อกาลเวลาล่วงไปนับพันๆ ปี รูปแบบของการบวชเนกขัมมะในพระพุทธศาสนา ก็มีการประยุกต์เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามกาลเวลาจนในปัจจุบันนี้ในประเทศไทยมีรูปแบบการบวชคือการบวชเป็นพระภิกษุ เรียกว่าอุปสมบท และการบวชเป็นสามเณร เรียกว่า การบรรพชา แต่การบวชเป็นพระภิกษุ ต้องบวชเป็นสามเณรก่อน จึงมีการเรียกรวมๆ กันว่าการบรรพชาอุปสมบทวิธีการยังคงรักษารูปแบบที่ปฏิบัติมาแบบเถรวาทที่ได้บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก และมีวิธีการบวชที่ประยุกต์ดัดแปลงมาอีก ๒ ประเภทคือ ๑) การบวชเป็นแม่ชี ๒) การบวชเนกขัมมจารี ซึ่งมีรายเอียดดังนี้
๑) การบวชเป็นแม่ชี คือสตรีผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะมีศรัทธาต่อพระศาสนาแรง
กล้า มิได้จำกัดอายุว่าต้อง ๒๐ ปีบริบูรณ์ สละการอยู่ครองเรือน ออกมาโกนผม โกนคิ้วเหมือน
พระภิกษุ นุ่งขาวห่มขาวบริสุทธิ์ สมาทานศีล ๘ ดังมีพิธีการและคำขอบวช ดังนี้ ผู้จะบวชเตรียมชุด
สำหรับบวชชี และเครื่องสักการะเข้าไปกราบอาจารย์แล้วกล่าวคำขอบวช ดังนี้ Read the rest of this entry »

การบวชเนกขัมมจารี หรือเนกขัมมจาริณี คือ

การบวชนุ่งขาว ห่มขาว ที่ไม่ต้องโกน
ผม โกนคิ้ว แต่มีวิธีการ และรักษาศีล ๘ เหมือนบวชชีทุกอย่าง ไม่จำกัดเพศและอายุ เพศชายเรียกว่า
บวชเนกขัมมจารี เพศหญิงเรียกว่าบวชเนกขัมมจาริณีหรือเรียกรวมๆ กันว่าบวชเนกขัมมะ
ระยะเวลาไม่จำกัดแล้วแต่ผู้บวชจะมีศรัทธาและโอกาส ส่วนมากจะนิยมบวชช่วงเทศกาลสำคัญ
หรือวันสำคัญพิเศษ เช่น วันพ่อแห่งชาติ เป็นต้น บางสำนักเปิดโอกาสให้บวชตลอด หรือทุก
วันหยุดเสาร์ อาทิตย์ เป็นต้น ซึ่งการบวชเนกขัมมะก็ตาม บวชเนกขัมมจาริณีก็ตาม ยังคงมี
จุดมุ่งหมายเหมือนกับความหมายของคำว่า เนกขัมมะ คือ การออกบวช ออกจากการอยู่ครองเรือน
ซึ่งต้องเกี่ยวข้องอยู่กับกามคุณ และบาปอกุศลต่างๆ ในการดำรงชีวิต ต้องการหาความสงบสุขทาง
ใจ เพื่อให้จิตใจมีกำลังมากขึ้น ถึงแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาไม่นาน ช่วงใดช่วงหนึ่งตามโอกาส ๓
วัน ๕ วันหรือ ๗ วัน ก็ยังได้ชื่อว่า ได้รักษาแบบแผนเดินตามรอยพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้าที่
ทรงเคยดำเนินมาแล้ว และเป็นสิ่งที่ดีเพิ่มบุญบารมีให้แก่ตนเองและครอบครัว ซึ่งพอจะประมวล Read the rest of this entry »

ผู้วิจัยเห็นว่า ในปัจจุบันคำว่า บวชเนกขัมมะ มักเข้าใจกันโดยทั่วกันว่า หมายถึงการ บวชนุ่งขาว ห่มขาว

แบบไม่โกนผม คือเมื่อพูดถึงการบวชเนกขัมมะ ก็นึกภาพนี้ออกทันทีเลย และ
เข้าใจตรงกันโดยกว้างขวางว่าเนกขัมมะคือรูปแบบนี้ ซึ่งโดยความหมายของศัพท์เดิมกับ
ความหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อาจทำให้ความหมายของคำ ว่าเนกขัมมะ ถูกจำกัดความหมายที่จำกัด
เฉพาะ ลงกว่าเดิม คือเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ก็นึกถึงรูปแบบนี้เท่านั้น ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมีความหมายที่
กว้างกว่าที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันในด้านรูปแบบ ส่วนจุดประสงค์หรือเป้าหมายยังไม่ผิดเพี้ยนจาก
ความหมายเดิมมากนัก แต่อาจประยุกต์ดัดแปลงรูปแบบไปบ้าง ตามกาลเวลา และยุคสมัยที่
เปลี่ยนไป เช่นที่ปรากฏในคัมภีร์ทางศาสนา เมื่อออกบวชเนกขัมมะ คือสละทรัพย์สมบัติทุกอย่าง
และการครองเรือน เข้าไปในป่าอธิษฐานการบวชแล้วบำเพ็ญธรรม อยู่ในป่านั้นจนตลอดชีวิต ใน
ปัจจุบันอาศัยวัดแทนป่า และระยะเวลาก็สั้นลง เท่าที่จะมีศรัทธา และโอกาสเวลาว่างตามสมควร
ซึ่งรูปแบบของการบวชเนกขัมมะในประเทศไทยในปัจจุบัน เหมือนจะไปพ้องกับการ
ปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งของคนโบราณคือการรักษาอุโบสถศีล ในวันอุโบสถ เช่นดังเรื่องที่ปรากฏใน Read the rest of this entry »

แนวคิดเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม

Zimbardo and Leippe ได้เสนอแผนภูมิแสดงระบบทัศนคติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ระบบ
ทัศนคติมีองค์ประกอบหลักๆ ๕ ประการซึ่งแสดงให้เห็นว่า เรามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งหนึ่งสิ่ง
ใดอย่างไร (Social Objects) หรือแนวคิดหนึ่งแนวคิดใด (Concepts) อย่างไร
๑. องค์ประกอบด้านความรู้ ความนึกคิด (Cognitions) เป็นส่วนที่เป็นความเชื่อของ
บุคคลเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ทั่วไปทั้งสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ หากบุคคลมีความรู้ หรือความคิดว่าสิ่งใดดีก็
มักจะมีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งนั้น หากมีความรู้มาก่อนว่าสิ่งใดไม่ดีก็จะมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสิ่งนั้น ใน
แผนภูมิแสดงให้เห็นว่า องค์ประกอบด้านความรู้ความนึกคิดประกอบด้วยประกอบด้วย ๓ ส่วน คือส่วนที่เป็นความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง (Knowledge) ส่วนที่เป็นความเชื่อ และส่วนที่เป็นการประเมิน
เหล่านี้คือความนึกคิดหรือการรับรู้ของเราทั้งสิ้น
๒. องค์ประกอบด้านความรู้สึก (The Affective Responses) เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ
อารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งต่างๆ ซึ่งมีผลแตกต่างกันไปตามบุคลิกภาพของคนนั้น เป็นลักษณะที่เป็น
ค่านิยมของแต่ละคน Read the rest of this entry »

ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม

แนวความคิดนี้ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของ ๓ ตัวแปรคือ ความรู้ (Knowledge)
ทัศนคติ (Attitude) และการยอมรับปฏิบัติ (Practice) บางครั้งเรียกว่า แบบจำลอง Kap กระบวนการสื่อสารเพื่อการโน้มน้าวใจมองแบบจำลองนี้ว่าเป็นการให้ความรู้แก่ผู้รับสาร เพื่อเปลี่ยนแปลง
ทัศนคติอันจะนำไปสู่พฤติกรรมหรือการปฏิบัติในที่สุด
๑) แนวความคิดเกี่ยวกับความรู้
ความรู้ (Knowledge) เป็นการรับรู้เบื้องต้น ซึ่งบุคคลส่วนมากจะได้รับผ่าน
ประสบการณ์โดยการเรียนรู้จากการตอบสนองต่อสิ่งเร้า (S-R) แล้วจัดระบบเป็นโครงสร้างของ
ความรู้ที่ผสมผสานระหว่างความจำ (ข้อมูล) กับสภาพจิตวิทยาด้วยเหตุนี้ความรู้จึงเป็นความจำที่
เลือกสรรซึ่งสองคล้องกับสภาพจิตของตนเองความรู้จึงเป็นกระบวนการภายใน อย่างไรก็ตาม
ความรู้ก็อาจส่งผลต่อพฤติกรรมที่แสดงออกของมนุษย์ได้ โดยนิยามความรู้ หมายถึง การได้ข้อมูล
เกี่ยวกับข้อเท็จจริง รูปแบบ วิธีการ กฎเกณฑ์ แนวปฏิบัติ สิ่งของ เหตุการณ์ หรือบุคคล ซึ่งได้จาก
การสังเกต ประสบการณ์หรือจากสื่อต่างๆ ประกอบกัน
ความรู้จึงเป็นความสามารถในการใช้ข้อเท็จจริง (Facts) หรือความคิด (Idea) ความหยั่ง Read the rest of this entry »